สภาทองคำโลก (WGC) เผย ความต้องการทองคำพุ่งขึ้นทั่วโลก
สงครามความขัดแย้ง รัสเซีย-ยูเครน เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น "ทองคำ" จึงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุน โดย สภาทองคำโลก (WGC) พบว่า ดีมานส์ทองคำทั่วโลกแข็งแกร่ง ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 1ถึง 34%
สภาทองคำโลก (WGC) เปิดเผยดีมานส์ทองคำทั่วโลกแข็งแกร่ง ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 1 พุ่ง 34% โดยได้แรงหนุนจากการไหลเข้าของกองทุน ETF ที่แข็งแกร่งมาก นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2563 โดยได้รับแรงหนุนจากความเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในช่วงที่ ความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน สงครามระหว่างประเทศ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นซึ่งผลักดันให้ความต้องการทองคำสูงขึ้น โดยการถือครองทองคำในกองทุน ETF เพิ่มขึ้น 269 ตัน สู่ระดับ 3,836 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับที่สองนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2563
โควิดไทย 10 จังหวัดป่วยสูงสุด กทม. 3,056 ราย จว.อื่นแนวโน้มลดลง
นอกจากนี้ยังส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยราคาทองปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 5% ในไตรมาส 1/2565 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2564
“ ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่องและความเสี่ยงสงครามระหว่างประเทศ ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจทองคำ ซึ่งปัจจัยหนุนให้ราคาให้สูงขึ้น ” นักวิเคราะห์ กล่าวในรายงาน
ในส่วนของการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำในไตรมาส 1 ลดลง 20% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ระดับ 282 ตัน ขณะที่ความต้องการอัญมณีลดลง 7% แตะที่ 474 ตัน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการล็อกดาวน์เมืองสำคัญในประเทศจีน
WGC คาดการณ์ว่า ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 2 เนื่องจากจีนขยายพื้นที่การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19
รู้จัก “High Yield Bond” กองทุนตราสารหนี้ที่น่าลงทุน สู้ภาวะเงินเฟ้อ
เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น ไม่ให้โดนล้างพอร์ต
ฮวน คาร์ลอส อาร์ติกัส หัวหน้าฝ่ายวิจัยระดับโลกของ WGC กล่าวว่า คาดว่าทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อตลอดทั้งปีนี้ เพราะฉะนั้น 2 ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อตลาดทองคำ คือ แรงกดดันจากเงินเฟ้อ และการทำสงครามอย่างต่อเนื่องของรัสเซียกับยูเครน และจะยิ้งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ยังคงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกทั้งราคาพลังงาน สินค้าเกษตร และแร่โลหะพื้นฐาน
ขณะที่ ธนาคารกลางเพิ่มทองคำสำรองทั่วโลก 84 ตันในช่วงไตรมาส 1 พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากไตรมาสก่อแต่ยังคงลดลง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยอียิปต์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด โดยมีปริมาณสำรองเพิ่มขึ้น 44 ตัน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อย ส่งผลทำให้ อียิปต์ มีทองคำสำรองทั้งหมดอยู่ที่ 125 ตันหรือ 17% ของปริมาณสำรองทั้งหมด แฃะสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ต่อมาคือ ตุรกี เพิ่มปริมาณสำรองทองคำ 37 ตัน ส่งผลทำให้ตุรกีทองคำสำรองรวมกว่า 430 คิดเป็น 28% ของทองคำสำรองทั้งหมด ตามด้วยอินเดียซื้อเพิ่มอีก 6 ตัน ทำให้มีปริมาณทองคำสำรองเป็น 760 ตัน คิดเป็น 8% ของปริมาณสำรองทั้งหมด สุดท้ายคือไอร์แลนด์เพิ่มปริมาณการสำรองทองคำอีก 2 ตันและยังคงเป็นผู้ซื้อเพียงรายเดียวในกลุ่มธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
ส่วนประเทศที่มีการขายทองคำมากที่สุดในไตรมาส 1 คือ คาซัคสถานและอุซเบกิสถาน หลังแนวโน้มราคาทองคำสูงขึ้น ส่งผลทำให้คาซัคสถาน มีทองคำสำรองลดลง 34 ตันเหลือ 368 ตัน และอุซเบกิสถานปริมาณทองคำสำรองลดลง 25ตัน เป็น 337 ตัน นอกจากนั้นยังมีประเทศในโซนยุโรป อย่างโปแลนด์ กาตาร์ ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย และเยอรมนี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB